วันพุธ

การออกแบบห้องน้ำ




การออกแบบห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นส่วนสำคัญของบ้านที่ต้องการการออกแบบที่เหมาะสมเพื่อความสะดวกสบายและความทันสมัย ไม่เพียงแค่เป็นที่สะท้อนความสะอาดและความเป็นระเบียบในบ้าน ห้องน้ำยังเป็นที่ที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันในการอาบน้ำและอำนวยความความสุขส่วนตัวของเรา ในบทความนี้เราจะพาคุณไปเรียนรู้เคล็ดลับในการออกแบบห้องน้ำที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและสไตล์ที่น่าทึ่ง

1.เลือกรูปแบบและสไตล์ของห้องน้ำ

เมื่อคุณเริ่มต้นการออกแบบห้องน้ำ การเลือกรูปแบบเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ คุณควรเลือกรูปแบบที่ตรงกับสไตล์และบรรยากาศของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ที่โมเดิร์นและทันสมัย หรือสไตล์คลาสสิกและอันเป็นเอกลักษณ์ การเลือกรูปแบบที่ถูกต้องจะช่วยให้ห้องน้ำดูมีความสมดุลและน่าตื่นตาตื่นใจ

2.เลือกวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆให้เข้ากับรูปแบบของห้องน้ำ

การเลือกวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำมีความสำคัญเพื่อความทนทานและการใช้งานที่สะดวกสบาย วัสดุที่คงความสวยงามและไม่เสียหายจากความชื้นเป็นต้น การเลือกอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ฝักบัวอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และอุปกรณ์ความสะดวกอื่นๆ ควรเลือกที่มีคุณภาพเพื่อการใช้งานที่แข็งแรงและทนทาน

3.การเพิ่มความสะดวกสบาย

ห้องน้ำควรถูกออกแบบให้มีความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน คุณสามารถเพิ่มความสะดวกสบายโดยการติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น ไฟส่องสว่างแบบปรับได้ เบาะนั่งในห้องน้ำ และอุปกรณ์สำหรับผู้พิการเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก

4.การใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้พื้นที่ในห้องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ห้องน้ำดูกว้างขวางและไม่แออัด คุณควรวางแผนการจัดเรียงอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสม และใช้พื้นที่ว่างให้เกิดความสมดุลและเป็นระเบียบ

5.การสร้างบรรยากาศที่น่าทึ่ง

ห้องน้ำควรสร้างบรรยากาศที่น่าทึ่งและเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งาน คุณสามารถใช้สีเขียวหรือธรรมชาติเพื่อให้บรรยากาศร่มเย็นและผ่อนคลาย การใช้ไฟแสงที่เหมาะสมและกระจายแสงให้ทั่วห้องยังช่วยให้ห้องน้ำดูน่าทึ่งยิ่งขึ้น


การออกแบบห้องน้ำที่ควรเหมาะสมและน่าทึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานและพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย การเลือกรูปแบบการออกแบบที่เหมาะสม การเลือกวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ การเพิ่มความสะดวกสบาย การใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างบรรยากาศที่น่าทึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ห้องน้ำของคุณเป็นที่ที่น่าอยู่และใช้งานได้อย่างเต็มที่



วันเสาร์

ระบบโทรทัศน์วงจรปิด

CCTV หรือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด

ระบบ CCTV จะมีอุปกรณ์เป็น กล้องโทรทัศน์ ซึ่งตั้งไว้ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่ ล่อแหลมต่อ การถูกบุกรุก หรือส่วนที่อาจ เกิด อุบัติเหตุได้ง่าย เช่น ประตู ทางเข้า, รั้วบ้าน และตามทางเดินต่าง ๆ เมื่อ กล้องส่งสัญญาณ จะมาแสดงผลที่ เครื่องรับ โทรทัศน์ ซึ่งอาจเป็นส่วนที่เป็น จุดรักษาการณ์หลัก ในบ้าน ระบบการแสดงผล มีหลายรูปแบบเช่น กล้องแต่ละตัว จะมี เครื่องรับโทรทัศน์ แสดงตามจำนวนกล้อง หรือมีกล้องหลายตัวแต่มีเรื่องรับเครื่องเดียวโดย การตั้งเวลา แสดงผลสลับหมุนเวียนกันไป วิธีนี้จะทำให้ ยามรักษาการณ์ ไม่ต้องใช้จำนวนมาก บางครั้งอาจ ตั้งระบบให้สามารถ บันทึกเหตุการณ์ ทั้งหมด ลงบนม้วน วีดีโอ เทป ได้เพื่อการใช้ เห็นหลักฐานในการจับกุม หรือหาตัวคนร้ายในภายหลัง

ประตูอัตโนมัติ

ในกรณีที่เราต้องการ ความสะดวกสบาย หรือเป็น การรักษาความปลอดภัย ด้วย อาจใช้ประตูใน ระบบอัตโนมัติ ในการใช้งานได้ โดยเฉพาะส่วนที่ผ่านเข้าออกในจุดสำคัญ มีคนเข้าออกมาก ต้องการ ความสะดวกสบาย หรือ ต้องการ ความปลอดภัย ประตูอัตโนมัติ ที่นิยมใช้มีหลายรูปแบบสามารถสรุปได้ดังนี้

ระบบรีโมทคอนโทรล

- ประตูทางเข้าหน้าบ้าน อาจใช้เป็น ระบบรีโมทคอนโทรล ในการปิด-เปิด ในกรณีที่ไม่ต้องการลงจากรถ ไปเปิดหรือปิดประตู หรือไม่ต้องออกมานอกบ้าน เพื่อเปิดประตูรับแขก

บานเลื่อนอัตโนมัติ

- ประตูทางเข้าหลักที่มีคนเข้าออกมากอาจเป็น บานเลื่อนอัตโนมัติ โดยใช้ เซ็นเซอร์ แสงอินฟราเรด ซึ่งจะทำงาน เมื่อมีคนจะผ่าน เข้าออก นิยมใช้กับอาคารสาธารณะ เช่น ธนาคารห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

สวิทช์ปิด-เปิดในห้อง
- ประตูห้องบุคคลสำคัญ มีสวิทช์ปิด-เปิดจากในห้อง ซึ่งจะเปิดให้เข้าได้เมื่อคนในห้องกดสวิทช์อนุญาตเท่านั้น

คีย์การ์ด
- ประตูที่ต้องใช้ คีย์การ์ด หรือต้องป้อนรหัสผ่านเข้าออก เช่นประตูห้องโรงแรม ,ประตูทางเข้าคอนโดมิเนียม,อพาร์ทเมนท์ หรือประตูทางเข้าห้อง นิรภัยต่างๆ





Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System61.htm#ixzz29lrXXZjX

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบรักษาความปลอดภัย




ระบบรักษาความปลอดภัย

ความมั่นคงปลอดภัย เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการ นอกเหนือไปจากความต้องการทางด้านปัจจัยสี่ แต่ละคน ต้องการอาจมีความแตกต่างกันออกไป 

บางคนอาจจะห่วงในด้านของ สุขภาพและชีวิต ในขณะที่บางคน อาจจะเป็นห่วงไกลออกไปถึง ฐานะความเป็นอยู่และความมั่นคงใน อนาคตแต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ คงจะเห็นพ้องต้องกัน และยอมรับว่า เป็นความมั่นคงปลอดภัย พื้นฐานที่คน เราต้องการ นั่นก็คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และหนึ่งในบรรดาทรัพย์สินที่อาจถือ ได้ว่า มีค่าที่สุด และ ผูกพันกับชีวิต ความเป็นอยู่ของแต่ละคนในครอบครัวก็คือ บ้าน และทรัพย์สินต่างๆ ภายในบ้าน

เนื่องจาก สภาพความเป็นอยู่ ของคนในสังคมปัจจุบัน มีความกดดันทาง ด้านเศรษฐกิจ และ สภาวะความเป็นอยู่สูง ปัญหาทางด้านสังคม และ ภัยอันตราย จากโจร ผู้ร้าย จึงมีสูงตามไปด้วย ผู้คนจำนวนมาก จึงเริ่มให้ความสำคัญ และหาทางป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงต่อภัยอันตรายดังกล่าว 

ด้วย เหตุนี้เอง สัญญาณกันขโมย จึงเริ่มเข้ามามีบทบาท ในการปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยใน บ้านจากบรรดาโจรผู้ร้าย หรืออย่างน้อย ก็เพิ่มความอบอุ่นใจ ให้แก่ผู้ใช้ได้ เพราะถึงแม้ว่าการ ติดตั้งสัญญาณกันขโมย จะไม่สามารถรับประกัน ความปลอดภัยได้เต็มที่ แต่ก็น่าจะทำให้โจรผู้ร้าย ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น และลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง สัญญาณกันขโมย หรือบางครั้งอาจเรียกว่า เครื่องกันขโมย หรือเครื่องเตือนภัยอัตโนมัติ สามารถ แบ่งชนิดตามระบบของการทำงานออกได้เป็น 2 ระบบ 

1. สัญญาณกันขโมยระบบใช้สายไฟ

สัญญาณกันขโมย แบบนี้ เป็นระบบที่ใช้ สายไฟเป็นตัวเชื่อมต่อ การทำงานระหว่างอุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม และ อุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียง ระบบนี้มี ข้อดีคือ ให้ความแน่นอนในการส่งสัญญาณ เนื่องจากเชื่อมต่อด้วยระบบสายไฟ การติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ สามารถวางได้ทุกตำแหน่ง โดยปราศจากอุปสรรค หรือสัญญาณรบกวนต่างๆ บำรุง รักษาง่าย ราคาไม่แพงมาก แต่มีข้อเสียคือ การติดตั้งยุ่งยาก เพราะต้องมีการเดินสายไฟ ยิ่งถ้า เป็นการเดินสายไฟแบบฝังภายในผนัง หรือ อยู่เหนือฝ้าเพดานแล้ว เวลาเกิดปัญหาขึ้น การตรวจสอบ และ แก้ไขจะทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นการเดินสายไฟ แบบเดินสายลอย ภายนอก เวลาเกิดปัญหาขึ้นการตรวจ สอบแก้ไขก็สามารถทำได้ไม่ยาก การทำงานของสัญญาณกันขโมย ในระบบนี้ ค่อนข้างเชื่อถือ ได้จึงมีผู้นิยมใช้

2. สัญญาณกันขโมยระบบไร้สาย

สัญญาณกันขโมยระบบนี้มีระบบการทำงานพื้นฐาน และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ คล้าย คลึงกับระบบใช้สายไฟ เพียงแต่ การเชื่อมต่อ การทำงานระหว่าง อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ และ เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม นั้น จะใช้ระบบคลื่นวิทยุแทนเท่านั้น โดยอุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณจะทำหน้าที่เป็นเครื่องส่ง คลื่นวิทยุไปด้วยในตัว เพื่อกระตุ้นให้เครื่องรับสัญญาณ ทำงานเมื่อ มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น ระบบนี้มีข้อดีคือ ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสายไฟให้ยุ่งยาก เหมาะสำหรับ บ้าน หรือห้องพักอาศัยที่ต้องการ ความสะดวกรวดเร็วและเรียบร้อย แต่ระบบนี้ก็มีข้อเสียคือมีข้อ จำกัดในการวางตำแหน่งของตัวอุปกรณ์ต่างๆ เพราะถ้าวางใน ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมการส่งและ การรับสัญญาณคลื่นวิทยุ ของอุปกรณ์ต่างๆ อาจถูกรบกวน หรือบดบังทำให้การทำงาน ในบางจุดไม่ ได้ผล ระบบนี้จึงไม่เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ หรืออาคารที่มีหลายชั้น ซึ่งต้องติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ อย่างกระจัดกระจาย การบำรุงรักษาก็ยากกว่า ระบบใช้สาย ต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอรี่ซึ่งใช้เป็น พลังงานในการส่งคลื่นวิทยุ ของอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ ตามระยะ เวลาที่กำหนด เพราะถ้าเกิดลืม เปลี่ยนปล่อยให้แบตเตอรี่หมดหรืออ่อนกำลังลง เครื่องก็จะไม่ทำงาน อีกทั้งระบบนี้ มีราคา ค่อนข้างสูง จึงมีผู้นิยมใช้สัญญาณกันขโมยระบบนี้ในวงจำกัด

1. อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ ( Sensor )
อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ตรวจจับสิ่งผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ และส่งสัญญาณไปยัง เครื่องรับสัญญาณ หรือเครื่องควบคุม เพื่อทำการเตือนภัยโดยมีอุปกรณ์พื้นฐาน ที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่ สวิตช์แม่เหล็ก ( magnetlc contact ) ซึ่งจะติดตั้งบริเวณประตู หรือหน้าต่าง เมื่อเวลาประตูหรือ หน้าต่างถูกงัดหรือเปิดออกสัญญาณ ก็จะดังขึ้น อุปกรณ์ป้องกันการทุบกระจก ( glass break detector ) ซึ่งจะติดตั้งกับกระจกประตู หรือหน้าต่าง การทำงานจะอาศัยการตรวจจับความสั่นสะเทือน เมื่อมี การทุบหรือกรีดกระจก สัญญาณก็จะดังขึ้น เครื่องตรวจจับด้วยแสงอินฟราเรด ( infrared detector ) ซึ่งจะติดตั้งในบริเวณห้อง การทำงาน จะอาศัย การตรวจจับ การเคลื่อนไหว ที่ตัดผ่านลำแสงที่เกิดขึ้น ในบริเวณห้องนั้น เป็นต้น
นอกจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ พื้นฐานดังกล่าวแล้ว ยังมีการนำเอาอุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณชนิดอื่น เข้ามาใช้ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในด้านอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะ กรณีและความสามารถของระบบ ที่จะยอมรับได้ เช่น เครื่องตรวจจับความร้อนและควันไฟ เมื่อเกิด อัคคีภัยขึ้น เครื่องควบคุมการเปิดและปิดไฟอัตโนมัติ เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น เป็นต้น

2. เครื่องรับสัญญาณหรือเครื่องควบคุม ( Receiver or Control unit )
เครื่องรับสัญญาณ หรือเครื่องควบคุมนี้ถือเป็นหัวใจ ในการทำงานของระบบ เพราะจะทำ หน้าที่รับสัญญาณ จาก อุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณ ทุกจุด ควบคุม และประสานการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน และ ส่งสัญญาณเตือนภัย ให้ดังขึ้น เมื่อมีสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้น การกดรหัสเพื่อปิดหรือเปิด เครื่องตลอดจน การเลือกรูปแบบของการทำงานต่างๆ จะต้องทำที่ส่วนนี้
เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม ที่มีประสิทธิภาพสูง จะสามารถใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ ได้มากจุด และหลากหลาย รูปแบบ นอกเหนือจาก อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณหลัก ที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น สามารถใช้กับ เครื่องตรวจจับความร้อน และ ควันไฟ เมื่อเกิด อัคคีภัย สามารถ ใช้กับ เครื่องควบคุมระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน สามารถใช้งานร่วมกับ เครื่องควบคุมระยะไกล สามารถตั้ง เวลาการทำงานของ เครื่องได้โดยอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งสามารถส่งสัญญาณแจ้งเหต ุไปยังสถานี ตำรวจเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ดังนั้น มูลค่า หรือราคาของ ระบบสัญญาณกันขโมย จึงมักอยู่ที่เครื่องควบคุม นี้เป็นหลัก เวลาจะเลือกซื้อ จึงควรศึกษา และให้ความสนใจ เกี่ยวกับประสิทธิภาพและการทำงานของ ระบบควบคุมนี้เป็นพิเศษ

3. ลำโพงสัญญาณเตือนภัย ( Siren )
ลำโพงสัญญาณเตือนภัยหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไซเรน เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ เสียง เพื่อเตือนภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ ผิดปกติขึ้น การทำงานของไซเรนนี้ จะรับสัญญาณมาจาก เครื่องควบคุม อีกทีหนึ่ง การทำงานของ ไซเรน ที่จะให้ได้ผลดีนั้น ควรอยู่ในตำแหน่งที่ ไซเรน ทำงานแล้ว สามารถ ส่งเสียงดังให้ได้ยินไปไกล และติดตั้งไว้ในจุดที่ผู้บุกรุกจะเข้าไปตัดสายได้ยาก ส่วนการจะเลือก ไซเรน ให้มีความดังระดับใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับทำเล สถานที่ และสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วย ซึ่งอาจมีการทด สอบก่อนเพื่อการเลือกใช้ที่เหมาะสม

4. แบตเตอรี่สำรอง ( Backup Battery )
โดยอาศัยอุปกรณ์หลัก 3 อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ระบบสัญญาณกันขโมยก็สามารถ ทำงานได้ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ ที่เป็นส่วน ควบคุม ไม่ว่าจะเป็นระบบใช้สายไฟหรือ ระบบไร้สาย จะต้อง ใช้ไฟฟ้าในบ้าน เพื่อเลี้ยงวงจร ในการทำงาน ถ้าไฟฟ้าดับเครื่อง ก็ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น ระบบสัญญาณกันขโมย โดยทั่วไป จึงจำเป็นต้องมี แบตเตอรี่สำรอง ไว้ ซึ่งจะเป็น แบตเตอรี่ ที่สามารถชาร์จไฟได้ ในตัวเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ในกรณีไฟฟ้าดับ หรือผู้บุกรุกตัดกระแสไฟฟ้าในบ้านสัญญาณกัน ขโมยก็ยังคงทำงานได้ตามปกติ

ในบางครั้ง การดูแลรักษา ของเจ้าของบ้าน อาจไม่เพียงพอและทั่วถึง จำเป็นต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ มาช่วยทั้ง ในรูปแบบของ ยามรักษาการณ์ หรือ ระบบอัตโนมัติอื่น ๆ





Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System61.htm#ixzz29lrXXZjX

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบรักษาความปลอดภัย







วันศุกร์

งานระบบโทรศัพท์

ระบบโทรศัพท์ แบ่งเป็นระบบภายนอกและภายใน

ระบบโทรศัพท์ภายนอก คือ ระบบที่ใช้เบอร์ โทรศัพท์ ที่ติดต่อกับ เบอร์โทรที่มีตัวเลข 9 หลักทั้งในกรุงเทพปริมณฑลและส่วนภูมิภาค รวมทั้งระบบโทรศัพท์ เคลื่อนที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์การให้บริการต่าง ๆ เช่นการสั่งอาหาร. โทรสอบถามเส้นทาง, โทรสอบถาม รายละเอียด อื่น ๆ การใช้โทรศัพท์ ในรูปแบบนี้ จะต้องทำเรื่องขอใช้บริการจาก องค์การโทรศัพท์ และบริษัทเอกชนที่รับ สัมปทานจากรัฐบาล

ระบบโทรศัพท์ภายใน คือ ระบบที่ใช้ติดต่อกันเองภายในบ้าน, อาคาร หรือภายในหน่วยงานระบบนี้ไม่เสียค่าบริการให้กับผู้ให้ บริการ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ตามปกติแล้ว ระบบโทรศัพท์ภายใน และภายนอกสามารถเชื่อมต่อกันได้ สามารถโอนสาย หรือพ่วงสาย ให้โทรศัพท์ได้หลายเครื่องตามต้องการ เราสามารถมีเครื่องอำนวยความสะดวก ในการสื่อสารภายในบ้านได้ เช่น ระบบเสียง ตามสาย โดยการ เดินระบบ เครื่องเสียงได้แก่ ไมโครโฟน และลำโพง กระจายเสียงไปในส่วนที่ต้องการระบบเสียงตามสาย อาจไม่ต้องมี ไมโครโฟน สื่อสารก็ได้ แต่อาจเป็นระบบเสียงเรียกแบบดนตรีหรือเสียงกริ่งได้

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Boardband)

อินเตอร์เน็ตเป็นระบบการสื่อสาร ที่ทันสมัยและใช้ประโยชน์ได้หลากหลายที่สุด ในปัจจุบันส่วนประกอบที่สำคัญ ในการใช้ ระบบ อินเตอร์เน็ตคือ

1. เครื่องคอมพิวเตอร์
2. ระบบโทรศัพท์
3. โมเด็ม และโปรแกรมใช้งานอินเตอร์เน็ต
4. สิทธิในการใช้อินเตอร์เน็ต หรือชั่วโมงการใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการ หรือ ISP
ในปัจจุบันมีการพัฒนาสายอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูงจากสายโทรศัพท์ธรรมดาเป็นสายเคเบิลใยแก้ว มีผลให้การค้นหาข้อมูล และการใช้งานมีความเร็ว เพิ่มขึ้นมาก

การใช้งาน อินเตอร์เน็ต โดยทั่วไปจะต้อง ต่อระบบสายต่างๆ เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นสายไฟต่างๆ โดยเฉพาะ สายโทรศัพท์ จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะข้อมูลต่างๆ ในการใช้อินเตอร์เน็ต จะผ่านมา ทางสายโทรศัพท์เป็นหลัก สำหรับ ระบบ คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่มีหลายเครื่องนั้น สามารถเชื่อมต่อระหว่างเครื่องให้ถึงกันได้โดยใช้ระบบ LAN โดยผ่านแม่ข่าย เฉพาะ หรือ Server ซึ่งถือเป็น อินเตอร์เน็ต แบบย่อย อย่างหนึ่งการใช้ระบบ LAN ทั่วๆไป จะต้องเดิน ระบบสายสัญญาณ จากแม่ข่าย ไปยังเครื่อง คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่อง ซึ่งจะทำให้มี สายสัญญาณต่างๆ มากมาย การติดตั้งและซ่อมบำรุงทำได้ยาก แต่ในปัจจุบันมี การเชื่อมต่อ ระบบ LAN โดยไม่ต้องใช้สายสัญญาณ เรียกกันว่าระบบ WI-FI ซึ่งจะใช้กับคอมพิวเตอร์ Note Book เพราะเป็น คอมพิวเตอร์ที่ต้อง เคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ต้องมี สายสัญญาณระเกะระกะ ถ้าระบบแม่ข่ายกำลังเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต อยู่ด้วย คอมพิวเตอร์ เครื่องนั้นก็สามารถใช้งาน อินเตอร์เน็ตไปด้วยกันได้เลย

ระบบโทรทัศน์ ที่เราใช้งานตามปกติเป็น การรับสัญญาณภาพ และเสียงจากสถานีเครือข่ายของสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ในประเทศ ทางช่อง 3,5,7,9,11 และ ITV นอกจากนี้ ยังมี สัญญาณโทรทัศน์ ที่เก็บค่าชม โดยสัญญาณ จะแพร่มาตาม สายเคเบิล เคเบิลทีวี เป็นการส่งข้อมูลจากต้นกำเนิดผ่าน สายเคเบิลใยแก้ว มาสู่เครื่องรับแต่ละส่วนซึ่งแปรออกเป็นภาพ และเสียงผ่านทาง เครื่องรับโทรทัศน์ และสามารถเชื่อมโยงจาก เครื่องหนึ่งสู่เครื่องหนึ่งได้ เคเบิลทีวีมีข้อดีคือภาพคมชัด มีรายการให้รับชมมาก และหลากหลายรูปแบบ และทันเหตุการณ์ ซึ่งล้วนเป็นรายการ ที่เป็นที่นิยมของผู้รับชมส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีการพ่วง สัญญาณ โทรทัศน์ จากสถานีปกติทำให้สัญญาณมีความคมชัด เพราะไม่ขึ้นกับสภาพอากาศในการแพร่ภาพ แต่ข้อเสียในการใช้บริการ เคเบิลทีวีคือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนอีกด้วย



Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System51.htm#ixzz29lYZD8rZ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบการสื่อสาร


02.งานระบบโทรศัพท์

งานระบบการสื่อสาร

ระบบสื่อสาร โดยพื้นฐานประกอบด้วย อุปกรณ์อินพุท ( input device) เครื่องส่ง ช่องทางสื่อสาร ( communication channel ) หรือแชนแนล ซึ่งมักจะมีนอยส์มารบกวนเครื่องรับ และอุปกรณ์เอาต์พุต ( output device )

1. อุปกรณ์อินพุต และเอาต์พุต
ความจริงอุปกรณ์อินพุตก็คือ อุปกรณ์ที่แปลงข่าวสารเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่วนอุปกรณ์เอาต์พุตก็คือ อุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณไฟฟ้ากลับมาเป็นข่าวสารนั่นเอง มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ออกไปแล้วแต่การใช้งาน เช่น ในระบบวิทยุกระจายเสียง อุปกรณ์อินพุตอาจเป็นไมโครโฟน และอุปกรณ์เอาต์พุตจะเป็นลำโพง สำหรับไมโครโฟนทำหน้าที่แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และส่วนลำโพงทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้ากลับเป็นคลื่นเสียง
ในทำนองเดียวกัน ในระบบแพร่ภาพทางโทรทัศน์ อุปกรณ์อินพุตก็คือกล้องถ่ายโทรทัศน์ ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสง (จากภาพ ) ไปเป็นสัญญาณไฟฟ้า และอุปกรณ์เอาต์พุตก็คือหลอดภาพโทรทัศน์ซึ่งเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับคืนเป็น พลังงานแสง
อุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุตของระบบสื่อสารยังมีอีกมากมาย เช่น คันเคาะโทรเลข เครื่องโทรพิมพ์ เครื่องโทรสาร เครื่องโทรมาตร ( telemetry ) ฯลฯ อุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุตจะต่อเข้ากับเครื่องส่งและเครื่องรับเสมอ

    ข่าวสารที่รับหรือส่งระหว่างกัน แบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ คือ


  1. เสียงหรือออดิโอ ( audio) ได้แก่ เสียงพูดในระบบโทรศัพท์ เสียงพูด เสียงเพลง หรือเสียงดนตรี ซึ่งต้องการคุณภาพเสียงดีในระบบวิทยุกระจายเสียง
  2. ภาพ ( picture ) ได้แก่ ภาพนิ่งในระบบโทรสาร ( facsimile) และระบบส่งภาพระยะไกล(telephoto ) ภาพยนต์ในระบบโทรทัศน์
  3. ข้อมูล ( data ) ส่วนใหญ่ส่งมาเป็นรหัสให้แก่เครื่องยนต์ เครื่องจักร เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ได้แก่ ข้อมูลและคำสั่งในระบบโทรมาตร ตัวอักษรในระบบโทรพิมพ์ หรือโทรเลข ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์

2. เครื่องส่ง
เครื่องส่งทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้าจากอุปกรณ์อินพุต แล้วทำการมอดูเลตลงบนคลื่นพาหะความถี่สูง เครื่องส่งประกอบด้วยแหล่งกำเนิดสัญญาณความถี่สูง ( เรียกว่า ออสซิลเลเตอร์) กับมอดูเลต เครื่องส่งส่วนใหญ่มักมีภาคขยายอีกเพื่อให้สัญญาณที่ส่งออกอากาศมีกำลังแรง ทำให้สื่อสารกันได้ไกลขึ้น



3. ช่องทางสื่อสาร
ช่องทางสื่อสาร ในที่นี้ ได้แก่ บรรยากาศ อวกาศว่าง (free space ) หรือสาย ฯลฯ แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะระบบวิทยุเท่านั้น ช่องทางสื่อสารของระบบวิทยุอาศัยการแผ่คลื่นวิทยุออกไป โดยผ่านบรรยากาศซึ่งเป็นตัวกลาง (medium) ซึ่งคลื่นเดินทางจากเครื่องส่งผ่านไปยังเครื่องรับ



4. ความถี่และความยาวคลื่น
เรานิยมแบ่งคลื่นวิทยุออกเป็นย่านความถี่ต่าง ๆ โดยมีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ ( Hertz ) ในประวัติศาสตร์การวิทยุ เราแบ่งคลื่นวิทยุตามความยาวคลื่น ( Wavelengh) ความสัมพันธ์ระหว่างความถี่และความยาวคลื่นเป็นไปตามสูตรดังนี้
ในที่นี้ l คือ ความยาวคลื่นมีหน่วยเป็นเมตร
V คือ ความเร็วของคลื่นวิทยุในอากาศ เท่ากับความเร็วของแสง = 3 * 108 เมตรต่อวินาที
f คือ ความถี่มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ ( Hz )




5. นอยส์ ( noise)
เป็นสัญญาณที่เข้ามาแทรกแซงหรือรบกวน ( interfere ) นอยส์ที่รับเข้ามาได้ แบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ

นอยส์บรรยากาศ ( atmospheric noise )
เกิดขึ้นจากความแปรปรวนของบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ก่อให้เกิดคลื่นวิทยุแผ่กระจายออกไปรอบโลก นอยส์บรรยากาศเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองก็ตาม

นอยส์จากอวกาศ ( space noise)
เกิดจากดวงอาทิตย์และดวงดาวนับล้าน ๆ ดวงในจักรวาล ดวงอาทิตย์เป็นวัตถุที่มีขนาดมหึมาและมีความร้อนสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียสที่ผิวดวงอาทิตย์ ฉะนั้น ดวงอาทิตย์จะแผ่พลังงานออกมามีสเปกตรัมความถี่กว้างมาก พลังงานนี้ปรากฎออกเป็นนอยส์คงที่ อย่างไรก็ตามที่ผิวดวงอาทิตย์ยังมีความแปรปรวนอื่น ๆ อีก เช่น จุดบนดวงอาทิตย์ (sun spot ) การลุกโชติช่วง (solar flare ) ซึ่งก่อให้เกิดนอยส์เพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ดวงอาทิตย์บางดวงที่ไกลออกไปจากระบบสุริยจักรวาลก็มีคุณสมบัติเหมือนดวงอาทิตย์ คือ มีความร้อนสูงและสามารถกำเนิดนอยส์มายังโลกได้

นอยส์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ( man-made noise )
ได้แก่ นอยส์จากมอเตอร์ไฟฟ้าเช่น พัดลม ที่เป่าผม เครื่องดูดฝุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีนอยส์ จากระบบจุดระเบิดของรถยนต์ การรั่วของสายไฟแรงสูง หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ฯลฯ
นอยส์ภายในตัวอุปกรณ์ในเครื่องรับ ( internal noise )

แยกเป็น 2 ประเภท คือนอยส์อุณหภูมิ ( thermal noise ) และช็อตนอยส์( shot noise ) นอยส์อุณหภูมิเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในตัวอุปกรณ์ บางครั้งเรียกว่า จอห์นสันนอยส์ ( Johnson noise ) ส่วนช็อตนอยส์เกิดขึ้นในอุปกรณ์แอกตีฟ (active device ) ทุกชนิด เนื่องจากการรวมตัวของอิเล็กตรอนกับโฮล ( hole ) เช่น ในทรานซิสเตอร์ ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ

6. เครื่องรับ
เมื่อรับสัญญาณจากเครื่องรับ สัญญาณจะมีกำลังอ่อนลงและยังมีนอยส์เข้ามาแทรกแซงสัญญาณที่ต้องการจะรับอีกด้วย ดังนั้นการรับสัญญาณอ่อน ๆ เช่นนี้ เครื่องรับจึงต้องมีความสามารถพิเศษในการเลือกรับและขยายเอาเฉพาะสัญญาณความถี่ที่ต้องการ พร้อมทั้งต้องมีกรรมวิธีในการกำจัดนอยส์หรือต่อสู้เอาชนะนอยส์ที่รบกวน สัญญาณที่รับได้จะผ่านการดีมอดเพื่อแปลงสัญญาณข่าวสารที่ เข้ามอดูเลตกลับมา กรรมวิธีนี้ค่อนข้างสลับซับซ้อนพอสมควร



Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System51.htm#ixzz29lYZD8rZ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบการสื่อสาร


การออกแบบระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย



การออกแบบระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการออกแบบ

1. ความสูงของเพดาน : มีผลกับจำนวนอุปกรณ์ตรวจจับที่ต้องใช้ต่อพื้นที่ ความร้อนหรือควันที่ลอยขึ้นมา ถึงอุปกรณ์ตรวจจับ ที่ติดตั้งบน เพดานสูง จะต้องมี ปริมาณความร้อน หรือควันที่มากกว่าเพดานตํ่า เพื่อให้อุปกรณ์ตรวจจับทำงาน ในเวลาที่เท่ากัน จึงต้องลดระยะห่าง ระหว่างตัวตรวจจับ เพื่อให้ระบบเสริมกำลังตรวจจับให้ละเอียดถี่ขึ้น เราจะพิจารณากำหนดระยะ จัดวางตัวตรวจจับ ที่ติดบนเพดาน โดยอ้างอิงจากตาราง






2. สภาพแวดล้อม : อุณหภูมิ,ไอนํ้า,ลม,ฝุ่น,สิ่งบดบัง,ประเภทวัสดุที่อยู่บริเวณนั้น ฯลฯ จะมีผลกับการเลือกชนิดของอุปกรณ์ตรวจจับ และตำแหน่งการติดตั้ง เช่น ตัวจับควันจะไม่เหมาะกับบริเวณที่มีฝุ่น, ไอนํ้าและลม Rate of Rise Heat Detector ไม่เหมาะที่ จะติดไว้ใน ห้องBoiler ถ้าเป็นสารติดที่ติด ไฟแต่ไม่มีควันก็จำเป็นต้องใช้ Flame Detector ดังนั้นเราจะต้องมีพื้นฐาน เข้าใจหลักการทำงานของ ตัวตรวจจับแต่ละชนิด


3. ระดับความสำคัญและความเสี่ยง : เราควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ตรวจจับได้ไวที่สุด เพื่อรับรู้เหตุการณ์ ทันทีก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต ในบางสถานที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงตํ่า เช่น เป็นพื้นที่ที่อยู่ในระยะของสายตาของเจ้าหน้าที่ประจำตลอดเวลา บริเวณที่ไม่มีวัตถุติดไฟ หรือติดไฟยาก สำหรับบริเวณที่อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตเราจะต้องใช้อุปกรณ์ที่แจ้งเหตุ ได้เร็วที่สุดไว้ก่อนได้แก่ ตัวจับควัน


4. เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ : งบลงทุนเป็นข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถเลือกอุปกรณ์ตรวจจับ ชนิดที่ดีที่สุด ติดตั้งไว้ทุกจุดในอาคารเพราะราคาสูง จำต้องยอมเลือกชนิดที่มีราคาถูกไปแพงดังนี้

1. Fix Temperature Heat Detector - ->
2. Rate of Rise Heat Detector - ->
3. Combination Heat Detector - - >
4. Photo Electric Smoke Detector - ->
5. Ionization Smoke Detector - ->
6. Flame Detector - ->
7. Beam Smoke Detector 




อุปกรณ์ที่รับรู้เหตุได้ไวจะมีราคาแพงกว่าแต่อาจจะไม่เหมาะสมกับบางสถานที่


 

การจัดแบ่งโซน

การที่สามารถค้นหาจุดเกิดเหตุได้เร็วเท่าไร นั่นหมายถึง ความสามารถในการระงับเหตุก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้น การจัดโซนจึงเป็น ความสำคัญใน การออกแบบระบบ Fire Alarm กรณีเกิดเหตุเริ่มต้นจะทำให้กระดิ่งดังเฉพาะโซนนั้นๆ ถ้าคุมสถานการณ์ ไม่ได้จึงจะสั่ง ให้กระดิ่งโซนอื่นๆ ดังตาม แนวทางการแบ่งโซนมีดังนี้

1. ต้องจัดโซน อย่างน้อย 1 โซนต่อ 1 ชั้น


2. แบ่งตามความเกี่ยวข้องของพื้นที่ ที่เป็นที่เข้าใจสำหรับคนในอาคารนั้น เช่น โซน Office, โซน Workshop


3. ถ้าเป็นพื้นที่ราบบริเวณกว้าง จะแบ่งประมาณ 600 ตารางเมตร ต่อ 1 โซน เพื่อสามารถมองเห็น หรือค้นพบจุดเกิดเหตุโดยเร็ว


4. คนที่อยู่ในโซนใดๆ ต้องสามารถได้ยินเสียงกระดิ่ง Alarm ในโซนนั้นได้ชัดเจน

การออกแบบติดตั้ง Manual Station

ระบบ Fire Alarm จะต้องมีสวิทซ์กดฉุกเฉิน(Manual Station)ด้วยอย่างน้อยโซนละ 1 ชุด สำหรับกรณี ที่คนพบเหตุการณ์ก่อนที่ Detector จะทำงานหรือไม่มี Detector ติดตั้งไว้ในบริเวณนั้น Manual Station จะต้องมีลักษณะดังนี้

1. เป็นการง่ายต่อการสังเกต โดยใช้สีแดงเข้ม ดูเด่นหรือมีหลอดไฟ(Location Light) ติดแสดงตำแหน่งในที่มืดหรือยามคํ่าคืน


2. ตำแหน่งที่ติดตั้ง ต้องอยู่บริเวณทางออก ทางหนีไฟ ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน


 

3. ระดับติดตั้งง่ายกับการกดแจ้งเหตุ (สูงจากพื้น 1.1-1.5 เมตร)
 

4. กรณีระบบมากกว่า 5 โซน ควรมีแจ็คโทรศัพท์เพื่อใช้ติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่บริเวณที่เกิดเหตุกับ ห้องควบคุมของอาคาร เพื่อรายงานสถานะการณ์และสั่งให้เปิดสวิทซ์ General Alarm ให้กระดิ่งดังทุกโซน การกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์แจ้งสัญญาณ

อุปกรณ์แจ้งสัญญาณมีหลายชนิด ได้แก่ กระดิ่ง ไซเรน ไฟสัญญาณกระพริบ โดยทั่วไปเราจะนิยมติด ตั้งกระดิ่งไว้บริเวณใกล้เคียง หรือที่เดียวกับ Manual Station ในระดับหูหรือเหนือศีรษะ เราจะมีกระดิ่งอย่าง น้อย 1 ตัว ต่อโซนหรือเพียงพอ เพื่อให้คนที่อยู่เขตพื้นที่โซนนั้น ได้ยินเสียงชัดเจนทุกคน (รัศมีความดังระดับที่ พอเพียงของกระดิ่งขนาด 6 นิ้วจะไม่เกิน25 ม.) 

ส่วนไซเรนเราจะติดตั้งไวใต้ชายคาด้านนอก เพื่อแจ้งเหตุ ใหบุ้คคลที่อยูน่ อกอาคารได้รับทราบว่า มีเหตุผิดปกติ โดยเราจะกำหนด ให้ไซเรนดังทันทีทุกครั้ง ที่เกิดเหตุก่อน จากนั้นจึงจะรอการตัดสินใจว่าจะให้โซนอื่นๆดังตามหรือไม่

ตำแหน่งการติดตั้งตู้ควบคุม (Fire Alarm Control Panal) เราจะติดตั้งตู้ควบคุม (FCP) ไว้บริเวณที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือช่างควบคุมระบบอาคาร หรือห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย


จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้ตระหนักถึงความ
ปลอดภัยจะต้องคำนึงถึงและเลือกใช้ให้เหมาะสม




Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System41.htm#ixzz29jq8O56h

บทความที่เกี่ยวข้อง


ระบบป้องกันอัคคีภัย







ประเภทของอุปกรณ์เตือนเพลิงไหม้

อุปกรณ์เริ่มสัญญาณแบบอัตโนมัติ (Automatic Initiation Devices) มีหลายชนิดดังนี้

1. อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) แบ่งออกเป็น 2 แบบดังนี้


ภาพตัวอย่าง
Smoke Detector

1.1 อุปกรณ์ตรวจจับควันชนิดไอออนไนเซชั่น (Ionization Smoke Detector) อุปกรณ์ชนิดนี้ เหมาะสำหรับใช้ตรวจจับสัญญาณควัน ในระยะเริ่มต้นที่มีอนุภาคของควันเล็กมาก Ionization Detector ทำงานโดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะทางไฟฟ้า โดยใช้สารกัมมันตภาพรังสี ปริมาณน้อยมากซึ่งอยู่ใน Chamber ซึ่งจะทำปฎิกิริยากับอากาศที่อยู่ระหว่างขั้วบวกและลบ ทำให้ความนำไฟฟ้า (Conductivity) เพิ่มขึ้นมีผลให้กระแสสามารถไหลผ่านได้โดยสะดวก เมื่อมี อนุภาคของควันเข้ามาใน Sensing Chamber นี้ อนุภาคของควันจะไปรวมตัวกับ อิออน จะมี ผลทำให้การไหลของกระแสลดลงด้วย ซึ่งทำให้ตัว ตรวจจับควันแจ้งสถานะ Alarm ทันที

1.2 อุปกรณ์ตรวจจับควันชนิดโฟโต้อิเลคตริก (Photoelectric Smoke Detector) เหมาะสำหรับ ใช้ตรวจจับสัญญาณควัน ในระยะที่มีอนุภาคของควันที่ใหญ่ขึ้น Photoelectric Smoke Detector ทำงานโดยใช้หลักการสะท้อนของแสง เมื่อมีควันเข้ามาใน ตัวตรวจจับควันจะไปกระทบกับแสงที่ ออกมาจาก Photoemiter ซึ่งไม่ได้ส่องตรงไปยังอุปกรณ์รับแสงPhoto receptor แต่แสงดังกล่าว บางส่วนจะสะท้อนอนุภาคควันและหักเหเข้าไปที่Photo receptor ทำให้วงจรตรวจจับของตัวตรวจ จับควันส่งสัญญาณแจ้ง Alarm

2. อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector)


รูปตัวอย่าง
Heat Detector


อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน เป็นอุปกรณ์แจ้งอัคคีภัยอัตโนมัติรุ่นแรกๆ มีหลายชนิด ซึ่งนับได้ว่าเป็น อุปกรณ์ที่ราคาถูกที่สุดและ มีสัญญาณหลอก (Fault Alarm) น้อยที่สุดในปัจจุบัน อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ที่นิยมใช้กันมีดังต่อไปนี้

2.1 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดจับอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector) อุปกรณ์ชนิดนี้จะทำงาน เมื่อมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ 10 องศา เซลเซียส ใน 1 นาที ส่วนลักษณะการทำงานอากาศ ในส่วนด้านบน ของส่วนรับความร้อนเมื่อถูก ความร้อน จะขยายตัวอย่างรวดเร็วมากจนอากาศที่ขยายไม่สามารถเล็ดลอดออกมาในช่องระบาย ได้ ทำให้เกิดความดันสูงมากขึ้นและไปดันแผ่นไดอะแฟรมให้ดันขาคอนแทคแตะกัน ทำให้อุปกรณ์ ตรวจจับความร้อน นี้ส่งสัญญาณ ไปยังตู้ควบคุม

2.2 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดจับอุณหภูมิคงที่ (Fixed Temperature Heat Detector)อุปกรณ์ชนิดนี้จะทำงาน เมื่ออุณหภูมิของ Sensors สูงถึงจุดที่กำหนดไว้ซึ่งมีตั้งแต่ 60 องศาเซล เซียสไปจนถึง 150 องศาเซลเซียส การทำงานอาศัยหลักการของโลหะสองชนิด เมื่อถูกความร้อน แล้วมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวแตกต่างกัน เมื่อนำโลหะทั้งสองมาแนบติดกัน (Bimetal) และให้ ความร้อนจะเกิดการขยายตัวที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดบิดโค้งงอไปอีกด้านหนึ่ง เมื่ออุณหภูมิลดลง ก็จะคืนสู่สภาพเดิม

2.3 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดรวม (Combination Heat Detector) อุปกรณ์ชนิดนี้รวมเอา คุณสมบัติของ Rate of Rise Heat และ Fixed Temp เข้ามาอยู่ในตัวเดียวกันเพื่อตรวจจับความ ร้อนที่เกิดได้ทั้งสองลักษณะ

3. อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ (Flame Detector)


รูปตัวอย่าง
Flame Detector

โดยปกติจะนำไปใช้ในบริเวณพื้นที่อันตรายและมีความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้สูง (Heat Area) เช่น คลังจ่ายนํ้ามัน, โรงงาน อุตสาหกรรม, บริเวณเก็บวัสดุที่เมื่อติดไฟจะเกิดควันไม่มาก หรือบริเวณที่ง่ายต่อการ ระเบิดหรือง่ายต่อการลุกลาม อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ จะดักจับความถี่คลื่นแสงในย่านอุลตร้าไวโอเล็ท ซึ่ง มีความยาวคลื่นอยูในช่วง 0.18-0.36 ไมครอน ที่แผ่ออกมาจาก เปลวไฟเท่านั้น แสงสว่างที่เกิดจากหลอดไฟและ แสงอินฟราเรดจะไม่มีผลทำให้เกิด Fault Alarm ได้ การพิจารณาเลือกติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจจับ ในบริเวณต่างๆ เราจะคำนึงเรื่องความปลอดภัยของชีวิต, ความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย ในบริเวณต่างๆ และลักษณะของเพลิงที่จะเกิด เพื่อที่จะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับที่ เหมาะสมสถานที่ และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินไป




Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System41.htm#ixzz29jq8O56h

บทความที่เกี่ยวข้อง


ระบบป้องกันอัคคีภัย







ระบบป้องกันอัคคีภัย

กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารที่เป็นอาคารสาธารณะ,อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงต้องมีข้อกำหนดสำหรับการป้องกันอัคคีภัย ที่หลีกเลี่ยงมิได้เด็ดขาดแต่ใน อาคารพักอาศัยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ เช่น คอนโดมิเนียมอพาร์ทเมนท์ ก็จำเป็นต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยตามสมควรไว้ด้วยทั้งนี้เพื่อประโยชน์ และความปลอดภัยแก่ชีวิต และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย

การป้องกันอัคคีภัยสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะคือ


1. การป้องกันอัคคีภัยวิธี Passive


- เริ่มจากการจัดวางผังอาคารให้ปลอดภัยต่ออัคคีภัย คือการวางผังอาคารให้สามารถป้องกันอัคคีภัยจากการเกิดเหตุสุดวิสัยได้ มีวิธีการได้แก่ เว้นระยะห่างจากเขตที่ดิน เพื่อกันการลามของไฟตามกฎหมาย การเตรียมพื้นที่รอบอาคาร สำหรับเข้าไปดับเพลิง ได้เป็นต้น


- การออกแบบอาคาร คือการออกแบบให้ตัวอาคารมีความสามารถในการทนไฟ หรืออย่างน้อยให้มีเวลาพอสำหรับหนีไฟได้ นอกเหนือจากนั้น ต้องมีการออกแบบที่ทำให้การเข้าดับเพลิงทำได้ง่าย และมีการอพยพคนออกจากอาคารได้สะดวก มีทางหนีไฟที่ดีมีประสิทธิภาพ

2. การป้องกันอัคคีภัยวิธี Active คือการป้องกันโดยใช้ระบบเตือนภัย,การควบคุมควันไฟ,ระบายควันไฟและระบบดับเพลิงที่ดี


- ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเตือนภัยเป็นระบบ ที่บอกให้คนในอาคารทราบว่า มีเหตุฉุกเฉิน จะได้มีเวลาสำหรับการเตรียมตัวหนีไฟ หรือดับไฟได้มีอุปกรณ์ในการเตือนภัย 2 แบบ คือ อุปกรณ์ตรวจจับเพลิงไหม้ (Fire Detector) อันได้แก่อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector) และอุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) อีกแบบหนึ่งคืออุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ ผู้พบเหตุเพลิงไหม้ ทำการแจ้งเตือนมีทั้งแบบมือดึงและผลัก

- ระบบดับเพลิงด้วยน้ำคือระบบที่มีการเก็บกักน้ำสำรอง ที่มีแรงดันพอสมควร และเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้จะสามารถใช้ระบบดับเพลิง ในการดับไฟได้ระบบนี้จะประกอบไปด้วยถึงน้ำสำรองดับเพลิง ซึ่งต้องมีปริมาณสำหรับใช้ดับเพลิงได้1- 2 ชม.และประกอบด้วย ระบบส่งน้ำดับเพลิงได้แก่ เครื่องสูบระบบท่อ แนวตั้งแนวนอน, หัวรับน้ำดับเพลิง, สายส่งน้ำดับเพลิง, หัวกระจายน้ำดับเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบดับเพลิงด้วยน้ำแบบอัตโนมัติ โดยที่เครื่องที่อยู่บน เพดานห้องจะทำงาน เมื่อมีปริมาณความร้อนที่สูงขึ้น จนทำให้ส่วนที่เป็นกระเปาะบรรจุปรอทแตกออก แล้วน้ำดับเพลิงที่ต่อท่อไว้ ก็จะกระจายลงมาดับไฟ


- เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ข้างในบรรจุสารเคมีสำหรับดับเพลิงแบบต่าง ๆ ในกรณีที่เพลิงมีขนาดเล็ก ก็สามารถใช้เครื่องดับเพลิงขนาดเล็กหยุดยั้งการลุกลามของไฟได้


- ลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิงสำหรับอาคารสูง กฎหมายจะกำหนดให้มีลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิงทำงานในกรณีไฟไหม้ โดยแยกจากลิฟต์ใช้งานปกติทั่วไป ซึ่งจะทำให้การผจญเพลิง และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


- ระบบควบคุมควันไฟ การสำลักควันไฟเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเหตุไฟไหม้ อาคารจึงต้องมีระบบ ที่จะทำให้มีการชะลอ การแพร่ ของควันไฟ โดยมากจะใช้การอัดอากาศลงไปในจุดที่เป็นทางหนีไฟ, โถงบันได และโถงลิฟต์ โดยไม่ให้ควันไฟลามเข้าไป ในส่วนดังกล่าว เพิ่มระยะเวลาการหนีออกจากอาคาร และมีการดูดควันออกจากตัวอาคารด้วย



Read more: http://www.novabizz.com/CDC/System41.htm#ixzz29jq8O56h




บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบป้องกันอัคคีภัย





 


สายไฟและเทคนิคการเดินสายฉบับเจ้าของบ้าน 2569 | หาดใหญ่โฮมไกด์ [02]

สายไฟและวิธีการเดินสาย: คู่มือครบวงจรสำหรับเจ้าของบ้าน | หาดใหญ่โฮมไกด์
วิธีเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน คู่มือฉบับช่าง ปลอดภัย มาตรฐาน เดินสายไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มาตรฐานวิศวกรรม คุ้มค่านานหลายปี

สายไฟและวิธีการเดินสาย: คู่มือครบวงจรสำหรับเจ้าของบ้าน

รู้จักสายไฟชนิดต่างๆ และวิธีการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มาตรฐานวิศวกรรม คู่มือครบวงจรที่เจ้าของบ้านต้องรู้

1. สายไฟฟ้าคืออะไร? และทำไมต้องเลือกให้ถูก

สายไฟฟ้า คือตัวนำที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไปยังจุดใช้งานต่างๆ ภายในบ้าน ประกอบด้วยตัวนำทองแดงหรืออลูมิเนียมหุ้มด้วยฉนวนป้องกันไฟฟ้า

🔍 ทำไมการเลือกสายไฟถึงสำคัญ?

  • ความปลอดภัย: สายไฟผิดขนาดอาจทำให้สายร้อน ไหม้ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
  • ประสิทธิภาพ: สายไฟที่เหมาะสมช่วยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ความคุ้มค่า: เลือกสายไฟถูกขนาด ช่วยประหยัดค่าไฟและยืดอายุการใช้งาน
  • มาตรฐานกฎหมาย: ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. และกฎระเบียบการไฟฟ้า

⚠️ ความเสี่ยงหากเลือกสายไฟผิด

  • สายไฟร้อนจัดจนฉนวนละลาย
  • เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไฟไหม้
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายจากแรงดันไม่คงที่
  • ค่าไฟสูงขึ้นจากการสูญเสียพลังงานในสาย
💡 ข้อแนะนำ: เลือกสายไฟที่มีเครื่องหมาย มอก. และขนาดที่เหมาะสมกับโหลดไฟฟ้าเสมอครับ!

2. ชนิดของสายไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน

🔌 สายไฟชนิดเดี่ยว (Single Core)

  • ลักษณะ: มีตัวนำเดียว หุ้มฉนวน ПВХ
  • การใช้งาน: เดินในท่อร้อยสาย ภายในผนัง หรือเพดาน
  • ขนาดที่พบบ่อย: 1.5, 2.5, 4, 6, 10 ตร.มม.
  • ข้อดี: ยืดหยุ่น ติดตั้งง่าย ราคาประหยัด

🔌 สายไฟชนิดคู่ (Twin Core / VAF)

  • ลักษณะ: มี 2 ตัวนำ (สายไฟ + สายกลาง) ในฉนวนเดียวกัน
  • การใช้งาน: เดินลอยบนผนัง หรือในท่อ
  • ขนาดที่พบบ่อย: 2x1.5, 2x2.5, 2x4 ตร.มม.
  • ข้อดี: ติดตั้งรวดเร็ว ไม่ต้องร้อยท่อในบางกรณี

🔌 สายไฟชนิดสาม (สามเฟส / 3 Core)

  • ลักษณะ: มี 3 ตัวนำ (R, S, T) สำหรับระบบ 3 เฟส
  • การใช้งาน: เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่, มอเตอร์, อุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • ขนาดที่พบบ่อย: 3x4, 3x6, 3x10 ตร.มม.
  • ข้อดี: จ่ายไฟได้สมดุลสำหรับอุปกรณ์กำลังสูง
ชนิดของสายไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน สายเดี่ยว สายคู่ สายสาม สายดิน สายไฟฟ้าแต่ละชนิดมีลักษณะและการใช้งานที่แตกต่างกัน เลือกให้เหมาะสมกับงาน
ชนิดสายไฟลักษณะการใช้งานขนาดแนะนำ
สายเดี่ยวตัวนำเดียว + ฉนวนเดินในท่อ/ผนัง1.5-10 ตร.มม.
สายคู่ (VAF)2 ตัวนำในฉนวนเดียวเดินลอย/ในท่อ2x1.5-2x4 ตร.มม.
สายสามเฟส3 ตัวนำ (R,S,T)อุปกรณ์ 3 เฟส3x4-3x10 ตร.มม.
สายมีสายดินมีสายดินเพิ่ม (เขียว-เหลือง)เครื่องใช้ไฟฟ้า2x1.5+1.5 ตร.มม.

3. วิธีการเดินสายไฟฟ้า 3 แบบหลัก

📦 วิธีที่ 1: เดินสายในท่อร้อยสาย (Conduit)

  • ลักษณะ: สายไฟใส่ในท่อพลาสติกหรือโลหะ
  • ตำแหน่ง: ภายในผนัง, ใต้พื้น, บนเพดาน
  • ข้อดี: สวยงาม ปลอดภัย ป้องกันความชื้นและสัตว์กัดแทะ
  • ข้อเสีย: ติดตั้งยากกว่า ราคาสูงกว่า
  • เหมาะสำหรับ: บ้านใหม่, การตกแต่งภายใน

🧱 วิธีที่ 2: เดินสายฝังผนัง (Concealed)

  • ลักษณะ: สายไฟฝังในผนังปูน ก่อนฉาบ
  • ตำแหน่ง: ผนังภายในบ้าน
  • ข้อดี: สวยงามมาก ไม่มีสายไฟโผล่ออกมา
  • ข้อเสีย: ซ่อมแซมยาก ต้องเจาะผนัง
  • เหมาะสำหรับ: บ้านที่กำลังก่อสร้างหรือรีโนเวท

🔗 วิธีที่ 3: เดินสายลอย (Surface)

  • ลักษณะ: สายไฟติดบนผิวผนังด้วยคลิปหรือราง
  • ตำแหน่ง: ผนังภายนอก, ห้องเก็บของ, พื้นที่ชั่วคราว
  • ข้อดี: ติดตั้งง่าย ราคาถูก ซ่อมแซมสะดวก
  • ข้อเสีย: ไม่สวยงาม เสี่ยงต่อความเสียหายจากภายนอก
  • เหมาะสำหรับ: การต่อเติม, พื้นที่ใช้งานชั่วคราว
💡 ข้อแนะนำ: สำหรับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แนะนำให้เดินสายในท่อร้อยสายหรือฝังผนัง เพื่อความสวยงามและปลอดภัยในระยะยาวครับ!

4. ขั้นตอนการเดินสายไฟฟ้าอย่างถูกต้อง

📋 ขั้นตอนที่ 1: วางแผนระบบไฟฟ้า

  • วาดแผนผังตำแหน่งสวิตช์ เต้ารับ และจุดใช้งาน
  • คำนวณโหลดไฟฟ้ารวมของบ้าน
  • เลือกขนาดสายไฟและเบรกเกอร์ให้เหมาะสม
  • ตรวจสอบกับช่างไฟฟ้าหรือวิศวกรก่อนเริ่มงาน

📋 ขั้นตอนที่ 2: เตรียมวัสดุและอุปกรณ์

  • สายไฟฟ้าขนาดเหมาะสม มีเครื่องหมาย มอก.
  • ท่อร้อยสาย (ถ้าใช้) ขนาดเหมาะสมกับจำนวนสาย
  • อุปกรณ์ประกอบ: กล่องสวิตช์, เต้ารับ, คลิปยึด
  • เครื่องมือ: คัตเตอร์, คีม, ไขควง, เทปพันสายไฟ

📋 ขั้นตอนที่ 3: ติดตั้งท่อร้อยสาย (ถ้ามี)

  • ติดตั้งท่อตามแผนที่วางไว้
  • ใช้ข้อต่อและอุปกรณ์ยึดให้แน่นหนา
  • เว้นช่องว่างในท่อไม่เกิน 40% ของพื้นที่หน้าตัด
  • ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนร้อยสาย

📋 ขั้นตอนที่ 4: ร้อยสายไฟฟ้า

  • ใช้ลวดนำสาย (Fish Tape) ช่วยร้อยสายในท่อ
  • ระวังไม่ให้ฉนวนสายไฟเสียหายระหว่างร้อย
  • ต่อสายเข้ากล่องสวิตช์และเต้ารับให้ถูกต้อง
  • พันเทปพันสายไฟที่จุดต่อให้แน่นหนา

📋 ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบและทดสอบ

  • ตรวจสอบการต่อสายด้วยมัลติมิเตอร์
  • ทดสอบความต่อเนื่องของสายดิน
  • ทดสอบการทำงานของสวิตช์และเต้ารับ
  • บันทึกแผนผังสายไฟไว้สำหรับการซ่อมบำรุง
ขั้นตอนการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน วางแผน เตรียมวัสดุ ติดตั้ง ทดสอบ การเดินสายไฟฟ้าอย่างถูกต้องต้องผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

5. ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

⚠️ ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ใช้สายไฟขนาดเล็กเกิน: ทำให้สายร้อนและเสี่ยงไฟไหม้
  • ต่อสายไม่แน่น: เกิดความร้อนสูงที่จุดต่อ
  • ไม่ใช้สายดิน: เสี่ยงไฟฟ้าดูดเมื่อมีไฟรั่ว
  • ร้อยสายแน่นเกินในท่อ: สายไฟร้อนและฉนวนเสียหาย
  • ใช้สายไฟไม่มี มอก.: คุณภาพไม่แน่นอน อันตราย

✅ ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

  • ปิดเบรกเกอร์หลักก่อนทำงานกับระบบไฟฟ้าเสมอ
  • ใช้เครื่องมือที่มีฉนวนป้องกันไฟฟ้า
  • ตรวจสอบสายไฟเป็นประจำทุก 1-2 ปี
  • เปลี่ยนสายไฟที่ฉนวนแตกหรือเสื่อมสภาพทันที
  • บันทึกแผนผังระบบไฟฟ้าไว้สำหรับอ้างอิง

🔧 สัญญาณเตือนว่าสายไฟมีปัญหา

  • มีกลิ่นไหม้หรือควันจากจุดใดจุดหนึ่ง
  • สวิตช์หรือเต้ารับร้อนผิดปกติเมื่อสัมผัส
  • ไฟกระพริบหรือดับบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ
  • เบรกเกอร์ตัดบ่อยกว่าปกติ
  • มีเสียงดังหรือประกายไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า
⚠️ คำเตือน: หากพบสัญญาณผิดปกติใดๆ ควรปิดไฟและเรียกช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตมาตรวจสอบทันที อย่าพยายามซ่อมเองถ้าไม่มีความรู้!

❓ FAQ ถามมาตอบไป

สายไฟขนาด 1.5 ตร.มม. กับ 2.5 ตร.มม. ต่างกันอย่างไร?

สายไฟ 1.5 ตร.มม. รับกระแสได้ประมาณ 15-20A เหมาะสำหรับหลอดไฟและอุปกรณ์กำลังต่ำ ส่วน 2.5 ตร.มม. รับกระแสได้ 20-25A เหมาะสำหรับเต้ารับทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ควรเดินสายไฟในท่อหรือฝังผนังดี?

เดินสายในท่อร้อยสายเหมาะสำหรับการติดตั้งใหม่หรือรีโนเวท เพราะซ่อมแซมง่าย ส่วนฝังผนังสวยงามกว่าแต่ซ่อมแซมยาก ควรเลือกตามความเหมาะสมของงานและงบประมาณ

สายไฟมีอายุการใช้งานกี่ปี?

สายไฟฟ้าคุณภาพดีมีอายุการใช้งาน 15-25 ปี แต่ควรตรวจสอบสภาพฉนวนและจุดต่อทุก 1-2 ปี และเปลี่ยนทันทีหากพบฉนวนแตก แห้งกรอบ หรือมีสัญญาณผิดปกติ

สามารถเดินสายไฟเองได้ไหม?

งานเล็กๆ เช่น เปลี่ยนสวิตช์หรือเต้ารับอาจทำได้ถ้ามีความรู้ แต่ระบบไฟฟ้าทั้งบ้านควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตทำ เพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐาน

👨‍🔧 ผู้เขียน: ทีมงานหาดใหญ่โฮมไกด์

ผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างและระบบไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ให้คำปรึกษาและรับสร้างบ้านมาตรฐานวิศวกรรม ปลอดภัย คุ้มค่า คุ้มราคา

ปรึกษาช่างไฟฟ้ามืออาชีพ

รับติดตั้งและตรวจสอบระบบไฟฟ้าบ้าน มาตรฐานวิศวกรรม ปลอดภัย คุ้มค่า

สายดิน (Ground Wire) คืออะไร 2569 | หาดใหญ่โฮมไกด์ [20]

สายดิน (Ground Wire) คืออะไร 2569 คู่มือระบบกราวด์ปลอดภัย | หาดใหญ่โฮมไกด์
สายดิน Ground Wire ระบบกราวด์ปลอดภัย ระบบสายดิน protects ชีวิตและทรัพย์สินจากอันตรายไฟฟ้า

สายดิน (Ground Wire) คืออะไร 2569 คู่มือระบบกราวด์ปลอดภัย

สายดิน คืออะไร? ระบบกราวด์ทำงานอย่างไร? ติดตั้งอย่างไรให้ปลอดภัย มาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า 2569

1. สายดินคืออะไร?

สายดิน (Ground Wire หรือ Earth Wire) เป็นสายไฟที่มีหน้าที่นำกระแสไฟฟ้าที่รั่วไหลจากอุปกรณ์ไฟฟ้าลงสู่ดิน เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดและป้องกันความเสียหายจากไฟฟ้าลัดวงจร

🔍 หน้าที่ของสายดิน

  • ป้องกันไฟฟ้าดูด: นำกระแสรั่วไหลลงดินแทนที่จะผ่านร่างกาย
  • ป้องกันไฟไหม้: ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร
  • ปกป้องอุปกรณ์: ป้องกันความเสียหายจากแรงดันเกิน
  • เสถียรภาพระบบ: ทำให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพ

✅ ประโยชน์ของระบบสายดิน

  • ความปลอดภัย: ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดูด 90%+
  • ปกป้องอุปกรณ์: ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • มาตรฐานบังคับ: กฎหมายกำหนดให้บ้านใหม่ต้องมี
  • ลดค่าประกัน: บ้านมีระบบกราวด์ได้เบี้ยประกันต่ำกว่า

⚠️ อันตรายถ้าไม่มีสายดิน

  • เสี่ยงไฟฟ้าดูดเมื่ออุปกรณ์รั่ว
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายง่าย
  • เสี่ยงไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร
  • ผิดกฎหมายอาคารชุดและบ้านใหม่
💡 ข้อแนะนำ: บ้านเก่าที่ไม่มีสายดิน ควรปรึกษาช่างไฟฟ้าเพื่อติดตั้งเพิ่มเพื่อความปลอดภัยครับ!

2. หลักการทำงานของระบบสายดิน

⚡ กระบวนการทำงาน

  1. ปกติ: กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรปกติ (Live → อุปกรณ์ → Neutral)
  2. เมื่อเกิดไฟรั่ว: กระแสไหลผ่านสายดินลงสู่ดิน
  3. เบรกเกอร์ตัด: ELCB/RCBO ตรวจจับและตัดวงจร
  4. ปลอดภัย: ไม่มีกระแสผ่านร่างกาย

🔧 องค์ประกอบของระบบสายดิน

  • หลักดิน (Ground Rod): แท่งทองแดงยาว 2.4-3.0 ม.
  • สายดิน (Ground Wire): สายสีเขียวหรือเขียว-เหลือง
  • บัสบาร์กราวด์: จุดรวมสายดินในตู้ MDB
  • สายต่ออุปกรณ์: ต่อจากกราวด์ไปยังเต้ารับ

📊 ค่าความต้านทานดินที่แนะนำ

ประเภทอาคารความต้านทานดินมาตรฐาน
บ้านพักอาศัย< 5 โอห์มมอก.
อาคารพาณิชย์< 5 โอห์มมอก.
โรงงาน< 3 โอห์มมอก.
สถานีไฟฟ้าย่อย< 1 โอห์มกฟภ./กฟน.
แผนผังระบบสายดิน ระบบสายดินนำกระแสรั่วไหลลงดิน ป้องกันไฟฟ้าดูด
💡 ข้อแนะนำ: ตรวจสอบค่าความต้านทานดินทุก 1-2 ปี เพื่อให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพครับ!

3. ประเภทของระบบสายดิน

🏠 1. ระบบ TN-S (แยกสายกลางและสายดิน)

  • ลักษณะ: สาย Neutral และ Ground แยกกันตลอด
  • การใช้งาน: บ้านพักอาศัยสมัยใหม่
  • ข้อดี: ปลอดภัยที่สุด รบกวนน้อย
  • ข้อเสีย: ใช้สายมากกว่า ราคาสูงกว่า

🏠 2. ระบบ TN-C-S (รวมแล้วแยก)

  • ลักษณะ: รวมที่หม้อแปลง แยกที่บ้าน
  • การใช้งาน: บ้านทั่วไป
  • ข้อดี: ประหยัดสาย ปลอดภัยพอสมควร
  • ข้อเสีย: อาจมีรบกวนบ้าง

🏠 3. ระบบ TT (ดินแยกอิสระ)

  • ลักษณะ: มีหลักดินของตัวเองแยกจากการไฟฟ้า
  • การใช้งาน: พื้นที่ห่างไกล โรงงาน
  • ข้อดี: อิสระ ไม่ต้องพึ่งการไฟฟ้า
  • ข้อเสีย: ต้องดูแลรักษาเอง

🔌 สีของสายดินตามมาตรฐาน

ประเภทสายสีหน้าที่
สายไฟ (Live)แดง/น้ำตาล/ดำนำไฟเข้า
สายกลาง (Neutral)น้ำเงินนำไฟกลับ
สายดิน (Ground)เขียว/เขียว-เหลืองลงดิน
💡 ข้อแนะนำ: บ้านใหม่ควรใช้ระบบ TN-S ปลอดภัยที่สุดตามมาตรฐาน มอก. ครับ!

4. มาตรฐานการติดตั้งสายดิน

📏 ข้อกำหนดการติดตั้ง

  1. หลักดิน: ทองแดงยาวไม่น้อยกว่า 2.4 ม.
  2. ความลึก: ฝังลึกไม่น้อยกว่า 2.5 ม.
  3. สายดิน: ขนาดไม่น้อยกว่า 2.5 ตร.มม.
  4. สีสาย: เขียว หรือ เขียว-เหลือง เท่านั้น
  5. ค่าความต้านทาน: ไม่เกิน 5 โอห์ม
  6. จุดต่อ: ต้องแน่น ไม่หลวม ไม่เป็นสนิม

🔧 ขั้นตอนการติดตั้ง

  1. เลือกตำแหน่งติดตั้งหลักดิน
  2. ขุดหลุมลึก 2.5-3.0 ม.
  3. ตอกหลักดินทองแดง
  4. ต่อสายดินเข้าหลักดิน
  5. เดินสายเข้าตู้ MDB
  6. ต่อเข้าบัสบาร์กราวด์
  7. เดินสายกราวด์ไปยังเต้ารับ
  8. ทดสอบค่าความต้านทาน

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ห้ามต่อสายดินกับท่อน้ำประปา
  • ห้ามต่อสายดินกับเสาเข็ม
  • ต้องแยกสายดินและสายกลางที่ MDB
  • ต้องติดตั้ง ELCB/RCBO ร่วมด้วย
  • ต้องทดสอบค่าความต้านทานหลังติดตั้ง
รายการมาตรฐานวิธีตรวจสอบ
หลักดินทองแดง 2.4 ม.+วัดความยาว
ความลึก2.5 ม.+วัดความลึก
สายดิน2.5 ตร.มม.+วัดขนาดสาย
ความต้านทาน< 5 โอห์มใช้ Ground Tester
สีสายเขียว/เขียว-เหลืองตรวจสอบสี
💡 ข้อแนะนำ: ใช้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐานครับ!

5. การตรวจสอบระบบสายดิน

✅ Checklist การตรวจสอบ

  • ✓ ตรวจสอบสีสายดิน (เขียว/เขียว-เหลือง)
  • ✓ ตรวจสอบจุดต่อไม่หลวม ไม่เป็นสนิม
  • ✓ ตรวจสอบหลักดินไม่โผล่พ้นดิน
  • ✓ วัดค่าความต้านทานดิน (< 5 โอห์ม)
  • ✓ ตรวจสอบเต้ารับมีสายดินครบทุกจุด
  • ✓ ตรวจสอบ ELCB/RCBO ทำงานปกติ
  • ✓ ตรวจสอบตู้ MDB ต่อกราวด์ถูกต้อง

🔍 วิธีการทดสอบ

วิธีทดสอบอุปกรณ์ค่าที่คาดหวังราคาอุปกรณ์
วัดความต้านทานดินGround Resistance Tester< 5 โอห์ม3,000-10,000 บาท
ทดสอบเต้ารับOutlet Testerไฟติดครบ 3 ดวง200-500 บาท
วัดด้วยมัลติมิเตอร์Digital Multimeter0-5 โอห์ม500-2,000 บาท
ตรวจสอบด้วยช่างช่างไฟฟ้าใบรับรอง1,500-5,000 บาท

📅 ความถี่ในการตรวจสอบ

  • บ้านพักอาศัย: ทุก 1-2 ปี
  • อาคารพาณิชย์: ทุก 1 ปี
  • โรงงาน: ทุก 6 เดือน
  • หลังพายุฝน: ตรวจสอบทันที
  • หลังต่อเติม: ตรวจสอบทันที
การตรวจสอบระบบสายดิน ตรวจสอบระบบสายดินทุก 1-2 ปี เพื่อความปลอดภัย
💡 ข้อแนะนำ: จ้างช่างไฟฟ้าตรวจสอบปีละ 1 ครั้ง คุ้มค่ากับความปลอดภัยครับ!

6. ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข

⚠️ ปัญหาที่ 1: ค่าความต้านทานดินสูงเกิน

  • สาเหตุ: ดินแห้ง, หลักดินสั้น, จุดต่อเป็นสนิม
  • วิธีแก้: รดน้ำรอบหลักดิน, เปลี่ยนหลักดินยาวขึ้น, ทำความสะอาดจุดต่อ
  • ป้องกัน: ตรวจสอบทุกปี, ใช้หลักดินทองแดง

⚠️ ปัญหาที่ 2: สายดินขาดหรือหลุด

  • สาเหตุ: สัตว์กัด, ต่อไม่แน่น, สนิมกิน
  • วิธีแก้: ต่อสายใหม่, ขันให้แน่น, ทาสีกันสนิม
  • ป้องกัน: เดินสายในท่อ, ตรวจสอบทุก 6 เดือน

⚠️ ปัญหาที่ 3: เต้ารับไม่มีสายดิน

  • สาเหตุ: บ้านเก่า, ติดตั้งไม่ถูกต้อง
  • วิธีแก้: เดินสายดินเพิ่ม, เปลี่ยนเต้ารับ
  • ป้องกัน: ตรวจสอบก่อนซื้อบ้าน, ใช้ช่างมีใบอนุญาต

⚠️ ปัญหาที่ 4: ELCB/RCBO ไม่ทำงาน

  • สาเหตุ: เสีย, ไม่ได้ทดสอบ, หมดอายุ
  • วิธีแก้: เปลี่ยนใหม่, ทดสอบทุกเดือน
  • ป้องกัน: กดปุ่มทดสอบทุกเดือน, เปลี่ยนทุก 5-10 ปี

⚠️ ปัญหาที่ 5: ไฟดูดเมื่อจับอุปกรณ์

  • สาเหตุ: อุปกรณ์รั่ว, ไม่มีสายดิน, สายดินขาด
  • วิธีแก้: ปิดใช้งานทันที, เรียกช่างตรวจสอบ, ติดตั้งสายดิน
  • ป้องกัน: มีระบบสายดิน, ติดตั้ง ELCB, ตรวจสอบอุปกรณ์สม่ำเสมอ
ปัญหาความรุนแรงแก้ไขเองได้ควรเรียกช่าง
ค่าความต้านทานสูง🟡 ปานกลาง⚠️ พอได้✅ แนะนำ
สายดินขาด🔴 สูง❌ ห้าม✅ ต้องเรียก
เต้ารับไม่มีกราวด์🔴 สูง❌ ห้าม✅ ต้องเรียก
ELCB ไม่ทำงาน🔴 อันตราย❌ ห้าม✅ ต้องเรียก
ไฟดูดอุปกรณ์🔴 อันตราย❌ ห้าม✅ ต้องเรียกทันที
⚠️ คำเตือน: หากพบปัญหาสายดิน ให้ปิดการใช้งานอุปกรณ์และเรียกช่างไฟฟ้าทันที!

❓ FAQ ถามมาตอบไป

บ้านเก่าไม่มีสายดิน ต้องทำอย่างไร?

ควรปรึกษาช่างไฟฟ้าเพื่อติดตั้งระบบสายดินเพิ่ม โดยอาจต้องเดินสายใหม่ทั้งบ้าน หรือใช้วิธีติดตั้งหลักดินแยกแล้วเดินสายเข้าตู้ MDB

สายดินต้องมีขนาดใหญ่เท่าไหร่?

ขั้นต่ำ 2.5 ตร.มม. สำหรับบ้านพักอาศัย แต่หากใช้ไฟมากควรใช้ 4-6 ตร.มม. ขึ้นอยู่กับขนาดเมนเบรกเกอร์

ค่าความต้านทานดินเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?

บ้านพักอาศัยควรน้อยกว่า 5 โอห์ม, โรงงานน้อยกว่า 3 โอห์ม, สถานีไฟฟ้าย่อยน้อยกว่า 1 โอห์ม

ต้องตรวจสอบระบบสายดินบ่อยแค่ไหน?

บ้านพักอาศัยทุก 1-2 ปี, อาคารพาณิชย์ทุก 1 ปี, โรงงานทุก 6 เดือน และหลังพายุฝนหรือต่อเติมควรตรวจสอบทันที

ติดตั้งระบบสายดินราคาเท่าไหร่?

บ้านพักอาศัยประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดบ้านและจำนวนจุดที่ต้องเดินสายดินเพิ่ม

👨‍🔧 ผู้เขียน: ทีมงานหาดใหญ่โฮมไกด์

ผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างและระบบไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ให้คำปรึกษาและรับสร้างบ้านมาตรฐานวิศวกรรม ปลอดภัย คุ้มค่า คุ้มราคา

ปรึกษาช่างไฟฟ้ามืออาชีพ

รับตรวจสอบและติดตั้งระบบสายดิน มาตรฐานวิศวกรรม ปลอดภัย คุ้มค่า